ออกแบบอนาคต! ด้วยศาสตร์ฮวงจุ้ยยุค 9

โดย “ซินแสเจ๋อหลาง” ผู้ย่นระยะทางแห่งความสำเร็จให้กับคุณ!



หลายคนคงสงสัยว่า..จุดกำเนิดหลักและแนวคิดของวิชาโหราศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นดวงจีน ปาจื้อ ฮวงจุ้ย เฟิงสุ่ย รวมไปถึงอี้จิง มีหลักคิดอย่างไร? ทำไมใครหลายคนที่ศึกษาวิชาเหล่านี้พอยิ่งเรียนยิ่งเชื่อมั่นในวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายวิชาจากไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่เหล่านักธุรกิจ นักลงทุน และกลุ่มผู้บริหารต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก สิ่งนั้นเป็นเพราะทุกอย่างมีที่มาที่ไป มีหลักการที่สอดคล้องกับธรรมชาติและชีวิตสูง ซึ่งหากไม่อคติและเปิดใจทำความเข้าใจ คุณจะรู้ว่าทุกสรรพสิ่งล้วนมีกฏเกณฑ์และการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาของมัน วันนี้เราจึงขอชวนทุกท่านมาเปิดใจเรียนรู้กับศาสตร์แห่งธรรมชาติที่สามารถใช้ทำนายทายทัก เพื่อกำหนดอนาคตให้เป็นไปในแบบที่คุณต้องการ...ไปกับ "ซินแสเจ๋อหลาง" ผู้ศึกษาวิชาฮวงจุ้ยยุค 9 ที่จะมาช่วยย่นระยะทางแห่งความสำเร็จให้กับคุณ!

ฮวงจุ้ยยุค 9 คืออะไร? ทำไมใคร ๆ ต่างก็พูดถึงกันมากมาย


ในสายกลุ่มวิชาฮวงจุ้ยจะมีการแบ่งสายวิชาออกเป็นหลายสาย แต่จะมีอยู่เพียงสองสายหลัก ๆ ที่เรียกว่าได้รับความนิยมและมีการสืบทอดวิชามาอย่างต่อเนื่อง มีหลักการที่เป็นที่ยอมรับและพัฒนาต่อยอดวิชาอยู่เรื่อยมาตั้งแต่ปรมาจารย์รุ่นโบราณ จนถึงยุคปัจจุบัน โดยสายวิชากลุ่มแรก คือ สายวิชาซาฮะหรือซานเหอ ที่แปลตรง ๆ ได้ว่า “สามประสาน” และกลุ่มที่สอง คือสายวิชาซานหยวน ที่แปลว่า “สามยุค” ซึ่งทั้งสองสายวิชานี้จะใช้หลักการประสานพลังชี่ 3 ชนิด อันได้แก่ พลังฟ้า พลังคน และพลังดิน เป็นหลักในการคำนวณ เช่น สายซานเหอจะดูว่าถ้าคนเกิดปีกุนควรหลีกเลี่ยงทิศหลังบ้านที่เป็นปีมะเส็ง ซึ่งเป็นปีชงของปีกุน โดยมีหลักคิดที่ว่าคนต้องสัมพันธ์กับบ้านตามหลักปีเกิด ห้ามเป็นคู่ชงกับบ้าน นั่นหมายความว่าทิศทางหลังพิงของบ้าน ก็จะมีนักษัตรทั้ง 12 ตัว กำกับอยู่ในทุกทิศ

ดังนั้นการที่ชี่ของบ้านกับคนอาศัยไม่ใช่พลังงานที่ส่งเสริมกันแล้ว คนในบ้านยิ่งอยู่นานไปก็เหมือนถูกชงตลอดช่วงชีวิตที่อาศัยบ้านหลังนี้ ทำให้เมื่อย้ายออกจึงไม่มีชง! ซึ่งที่ผ่านมาเรามักจะกังวลกับปีชง โดยลืมสำรวจไปว่าจริง ๆ แล้ว ความชงอาจจะอยู่ที่บ้านของเราก็เป็นได้ และแน่นอนว่ามักจะนำความวุ่นวายมาให้แบบไม่จำกัดกาลเวลาอีกต่างหาก ดังนั้นพลังชี่ของบ้านจึงเรียกว่า..ฮวงจุ้ย


ฮวงจุ้ย คือการนำคำสองคำในภาษาจีนกลางมารวมกัน คือ “ฮวง” ที่อ่านว่า “เฟิง” ซึ่งหมายถึง “ลม” และ “จุ้ย” ที่อ่านว่า “สุ่ย” ซึ่งหมายถึง “น้ำ” ซึ่งนักพรตหรือนักปราชญ์จีนโบราณเชื่อว่า การที่คนจะอยู่อาศัยในธรรมชาติ จำต้องใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ พลังชี่ของธรรมชาติเป็นเช่นไร ก็จะส่งผลต่อชีวิตมนุษย์เช่นนั้น ดังนั้นการปรับตัวเข้าสู่พลัง

ธรรมชาติจึงจะช่วยให้ชีวิตยืนยาวและมีความสุขอย่างสมดุล


ทั้งนี้พลังชี่ซึ่งมีอยู่ในทุกแห่งทุกอณูของธรรมชาตินั้น สามารถถูกถ่ายเทและเปลี่ยนแปลงได้ โดยการอาศัยการเคลื่อนที่ของลมและการไหลของน้ำ ทำให้เกิดการศึกษาผลต่อชีวิตมนุษย์เมื่อเกิดการเคลื่อนที่ของลมและการไหลของ


น้ำ เป็นเหตุผลให้นักปราชญ์ตั้งชื่อวิชานี้ว่า “เฟิงสุ่ย” หรือ “ฮวงจุ้ย” เพื่อเฝ้าวิเคราะห์ลม เฝ้าสังเกตน้ำ เพื่อค้นหาพลังชี่ที่ดีมาส่งเสริมให้ชีวิตนั่นเอง ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าหลักคิดของนักปราชญ์โบราณนั้นมีความลุ่มลึกและมีการส่งต่อกันมาเป็นทอด ๆ รุ่นสู่รุ่นแบบจำกัดเป็นสำนัก มีการพัฒนาเพิ่มเติมวิชาให้ละเอียดแม่น


ยำมากขึ้นไปอีก ซึ่งนักปราชญ์ฝั่งตะวันออกมักมีหลักการคิดคือการศึกษาธรรมชาติเพื่ออยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน แตกต่างจากหลักคิดของคนฝั่งตะวันตกที่มักจะศึกษาธรรมชาติเพื่อเอาชนะธรรมชาติ “เฟิงสุ่ย” หรือ “ฮวงจุ้ย” จึงเป็นหลักในการสรรหาทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม เพื่อความเจริญรุ่งเรืองตามวิถีที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้ชีวิตเรานั่นเอง


โดยฮวงจุ้ยนั้นมีความสัมพันธ์กับ “ชี่ดิน” เนื่องจากบ้านมักตั้งอยู่บนดิน สัมผัสกับดิน พลังชี่จึงไหลจากดินเข้าสู่คนผ่านตัวบ้าน ส่วน “ชี่ฟ้า” หรือ “ชี่สวรรค์” หรือ “เทียนชี่” คือช่วงเวลาที่เอาไว้บอกกาลเวลาที่เหมาะสม ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ปีชง 2563 ซึ่งพลังชี่สวรรค์คือปีชวด โดยชงกับปีมะเมีย ดังนั้น..พลังชี่คน คือ คนที่เกิดปีมะเมีย พลังชี่ดิน คือ บ้านที่หลังพิงมะเมีย (ทิศใต้) พลังชี่ทั้งสองอย่างจะสั่นคลอนและไม่สมดุลเกิดความผิดพลาดไม่เสถียร ติด ๆ ขัด ๆ ค่อนไปทางร้ายและวุ่นวายมากกว่าปกติ


ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ซินแสที่ศึกษาวิชาเหล่านี้สามารถคำนวณเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ว่า จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้างในบ้านหลังนี้ ในปีไหน และเกิดเหตุกับใคร


ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการคำนวณในสายวิชาเหล่านี้มีที่มาที่ไป และเป็นหลักการคำนวณทางธรรมชาติทั้งสิ้น ปราศจากเรื่องของการสวดมนต์ ภาวนา หรือสะเดาะเคราะห์ใด ๆ แตกต่างจากสายวิชาทางไสยศาสตร์หรือวิชาที่ขึ้นอยู่กับทางความเชื่อนั้นๆ

ส่วนกลุ่มที่สอง สายวิชาซานหยวน ที่แปลว่า “สามยุค” สายวิชาฮวงจุ้ยอีกสาย ซึ่งเป็นกลุ่มวิชาฮวงจุ้ยที่แตกแขนงมาจากวิชาพื้นฐานดั้งเดิมของสรรพสิ่ง มีต้นกำเนิดมาจากหลักวิชา “อี้จิง” (I-ching) หรือที่รู้จักกันง่าย ๆ ว่า “หยินหยาง” อันเป็นการวิเคราะห์กฎการเปลี่ยนแปลงของโลกและสรรพสิ่ง ซึ่ง “อี้จิง” คือ ปรัชญาที่กล่าวถึงกฏของการเปลี่ยนแปลง กลุ่มซานหยวนจึงมีการคำนวณพลังชี่ของบ้านโดยเน้นไปที่ยุคกาลต่าง ๆ ของฮวงจุ้ย



โดยมีหลักอ้างอิงมาจากการศึกษาผลกระทบของกลุ่มดาวเหนือ (กลุ่มดาวกระบวย) ที่มีทั้งหมด 9 ดวง แบ่งเป็นกลุ่มที่มองเห็นได้ดวยตาเปล่า 7 ดวง และกลุ่มที่มองไม่เห็นอีก 2 ดวง


ซึ่งปรมาจารย์โบราณเชื่อว่า อิทธิพลของดาวเหนือนั้น ส่งผลโดยตรงกับชะตาชีวิตมนุษย์ โดยจะสลับกันส่งผลทีละดวงจาก 9 ดวง ทำให้เกิดยุคในทางฮวงจุ้ยทั้ง 9 ยุค และแต่ละยุคจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามคุณลักษณะของดาวแต่ละดวง

โดยการเปลี่ยนยุคจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ แบ่งทุก ๆ 20 ปี จึงจะเปลี่ยนยุคคราวหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันถือว่าอยู่ในยุค 8 เริ่มตั้งแต่ปี 2547-2567 ฉะนั้นทุก ๆ 20 ปี จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ทั้งด้านระบบการค้า เศรษฐกิจ การเมือง วิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตามการศึกษาฮวงจุ้ยในยุคแรก ๆ นั้น ยังไม่มีเรื่องของการแบ่งยุคเข้ามาเกี่ยวข้อง กระทั่งในช่วงหลังที่ผ่านมาปรมาจารย์ฮวงจุ้ยได้เฝ้าสังเกตการณ์ถึงความเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์ของบ้านที่จัดฮวงจุ้ยแล้ว กลับกลายเป็นว่า..

บ้านที่เคยจัดฮวงจุ้ยดีเอาไว้ไม่รุ่งเรืองเหมือนเดิม และในทางกลับกันบ้านบางหลังที่ฮวงจุ้ยไม่ดีกลับรุ่งเรืองขึ้นมาในภายหลังได้

จึงเกิดเป็นข้อสังเกตและตั้งสมมติฐานว่าอาจจะมีพลังงานบางอย่างเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงเริ่มมีการเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวตามตำราการศึกษาชะตาชีวิตที่มักมีดวงดาวเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงพบว่ากลุ่มดาวที่ส่งอิทธิพลมากที่สุดคือ กลุ่มดาวเหนือ ซึ่งจะมีความสอดคล้องกันของรอบการโคจรของดาวเสาร์และดาวพฤหัส ที่จะมาเวียนบรรจบพบเจอกันในมุมต่าง ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ ที่น่าสนใจในทุก ๆ 20 ปี ทำให้เกิดการแบ่งยุคในทุก ๆ 20 ปี และจะวนกลับมาที่เดิม ซ้ำ ๆ ในทุก ๆ 180 ปี ซึ่งก็สอดคล้องกับปฏิทินจีนในปาจื่อ ที่จะวนกลับมาเหมือนเดิมตั้งต้นใหม่ในทุก ๆ 180 ปี ทั้ง ปี เดือน วัน ยาม

ดังนั้นรอบของการเปลี่ยนยุคในฝั่งซานเหอ จึงเริ่มต้นที่ปีไม้เจี่ย (ไม้หยาง) เสมอ เช่น รอบหน้าก็ปี 2567 ปีเจี่ยเฉิน (กะซิ้ง) ถ้าเข้ายุค 1 ในปี 2587 ปีเจี่ยจื่อ (กะจื้อ) หรือถ้าย้อนหลัง ตอนยุค 8 ปี 2547 ปีเจี่ยเซิน (กะซิม) ตอนยุค 7 ปี 2527 ปีเจี่ยจื่อ (กะจื้อ) แล้วก็วนไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะเห็นว่า ยุค 1 เริ่มที่ เจียจื่อ (กะจื้อ) เป็นวงรอบทางพลังงานใหญ่ และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเอาซานเหอมาเทียบกับยุค (หยวน) ที่เปลี่ยนไป

ทำให้เกิดสำนักวิชาสายซานหยวนเกิดขึ้นในภายหลัง และสามารถตอบคำถามสายซานเหอได้ว่า เพราะเหตุใดชะตาชีวิตของคนในบ้านหลังเดิมจึงเปลี่ยนไปเมื่อเวลาเปลี่ยนยุคกาลเปลี่ยน

ดังนั้นในปัจจุบันจึงเข้าสู่ยุค 9 ในต้นปี 2567 ส่วนการแบ่งยุคอีกแบบเป็นการนับตามอิทธิพลของเส้นกว้าอี้จิง ปัจจุบันเราย้ายเข้าสู่ยุค 9 แล้ว ตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมา ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นสำนักใดก็ตาม นั่นหมายความว่ายุค 9 กำลังคืบคลานใกล้เข้ามาแล้ว

ทีนี้...ความหมายของดาวยุค 9 คืออะไร? ยุค 9 คือ ธาตุไฟ มีอัตลักษณ์ของธาตุไฟ คือ แสงสว่าง ความสว่างไสว ความร้อน ความรู้ใหม่ ความฉลาด ความกระจ่าง นอกจากนั้นตัวแทนของธาตุไฟยังหมายถึง สิ่งที่มองเห็นแต่สัมผัสจับต้องไม่ได้ หากเทียบเป็นสังคมและวิถีชีวิตของคน ก็หมายถึงชีวิตแบบออนไลน์ ไลฟ์สไตล์ที่พบปะเจอกันในโลกเสมือนที่เห็นกันแต่ไม่ได้อยู่ตรงหน้าจริง ไม่สามารถจับต้องได้ การสื่อสารไร้สายที่ส่งภาพเสมือนจริง เจอกันทางไกลผ่านเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าถึงทุกที่ได้


ถ้าพูดถึงในเรื่องของพลังงานก็หมายถึงพลังงานทางเลือกใหม่ ความรู้ใหม่ ๆ การใส่ใจในสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น ความรอบรู้ ความฉลาด ความกระจ่าง จิตใจ พลังจิต จิตวิญญาณ หรือหากเป็นการค้าก็จะหมายถึงการค้าทางออนไลน์ e-commerce แบบเต็มรูปแบบ หรือรวมไปถึงอนาคตอาจจะเห็นทุกธุรกิจเข้าสู่การออนไลน์ทางไกล เช่น อนาคตการไปพบหมออาจจะไม่ต้องไปที่คลินิกให้ตรวจโรค แค่เอาอุปกรณ์ขึ้นมาตรวจวัดชีพจร และส่งข้อมูลสุขภาพให้คุณหมอทางออนไลน์หมอก็สามารถวินิจฉัยโรคได้เลย รวมไปถึงการผ่าตัดอาจจะเป็นการผ่าตัดออนไลน์จากหมออีกซีกโลกหนึ่งก็ได้


ดังนั้นในยุค 9 ที่กำลังคืบคลานเข้ามาเราจะเห็นได้ว่าหลาย ๆ ธุรกิจ และแนวคิดของคนเริ่มปรับตัวกันไปบ้างแล้ว ยิ่งในตอนนี้ที่มีโรคโควิด-19 เข้ามา ยิ่งกระตุ้นให้คนผันตัวเข้าสู่ยุค 9 ได้เร็วมากยิ่งขึ้น เพราะใครที่ปรับตัวทันจะเริ่มรู้แล้ว อนาคตเชื้อโรคใหม่ ๆ อาจจะเกิดขึ้นได้อีก การพบปะเจอตัวกันตัวเป็น ๆ จึงถือเป็นความเสี่ยงต่อชีวิต ยังไม่นับในเรื่องของมลพิษทางอากาศและประเด็นการรักษ์โลกอีกด้วย เพราะยิ่งทุกคนอยู่ในพื้นที่ของตน การเคลื่อนย้ายน้อยลงมลพิษทางอากาศก็น้อยลงด้วย อนาคตเทรนด์การรักษ์โลกอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีทางหนึ่งเช่นกัน

ส่วนใครที่ยังไม่ปรับตัวก็ยังอยู่ในยุค 8 ยุคเก่าต่อไป เมื่อตกยุค! ความเสื่อมทั้งหลายก็ตามมา เหมือนคนที่คิดอะไรล้าหลังชาวบ้านไปหนึ่งก้าวเสมอ บ้านที่มีพลังฮวงจุ้ยดี พร้อมรับพลังยุคหน้า ก็มีแนวโน้มว่าจะเจริญก้าวหน้าไปตามยุค ซินแสที่ปรับฮวงจุ้ยก็ต้องตรวจเช็คยุคของฮวงจุ้ยให้บ้านรับพลังยุคปัจจุบันอยู่เสมอ ก็จะทำให้คนในบ้านคิดอะไรสอดคล้องกับพลังชี่ธรรมชาติที่เป็นปัจจุบันกาล บ้านใดจัดบ้านรับยุค 9 ล่วงหน้าก็มีแนวโน้มที่จะคิดอะไรล้ำหน้าเกินคนอื่นไปหนึ่งก้าว แต่ความสำเร็จอาจจะต้องรอหน่อย เพราะคิดล้ำหน้าไปอนาคต ก็ต้องรอให้เวลาในอนาคตมาถึงผลลัพธ์จึงก่อเกิดความสำเร็จดีเยี่ยม!


ดังนั้นในวันนี้อยากให้คุณลองถามตัวเองว่า

เราใช้ชีวิต ปรับตัว ปรับความคิดของเรา ให้สอดคล้องรอรับกับการเปลี่ยนแปลงไว้แล้วหรือยัง?

ซึ่งถ้าหากว่ายัง..คุณคงจะต้องรีบแล้วล่ะ! เพราะเมื่อเวลานั้นมาถึง...คุณอาจจะปรับตัวไม่ทัน! ทั้งนี้

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://youtu.be/CiWqpgsF6SA

สนใจปรับเปลี่ยนฮวงจุ้ย สามารถสอบถามหรือปรึกษาได้ครับ

ดู 71 ครั้ง
 

บทความอื่นๆล่าสุด

Tags