อวี๋สุ่ย 雨水 Yǔshuǐ น้ำฝนในช่วงต้นปี กับเรื่องราวสามก๊ก ยุทธการผาแดง

"ฝนในฤดูใบไม้ผลิ มีราคาแพงเท่าน้ำมัน"

“春雨贵如油”


ฤดูอวี๋สุ่ย เป็นสารทที่ 2 ของปีนักษัตรจีน ตามระบบสุริยะศาสตร์

จะอยู่ในช่วงที่ พระอาทิตย์ อยู่ที่ลองติจูด 330-345 ของท้องฟ้า


"อวี๋" แปลว่า "ฝน" "สุ่ย" แปลว่า "น้ำ"

ดังนั้นคำแปลตรงตัวก็คือ "ช่วงฤดูน้ำฝน" นั่นเอง น้ำฝนในช่วงต้นปีของจีน จะอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ กลางเดือนกุมภาพันธ์ เริ่มประมาณวันที่ 18-19 ก.พ. ถึง 4-5 มี.ค.ของทุกปี ในปัจจุบันก็จะหมายถึงช่วงมรสุมปลายฤดูหนาว จากทางตะวันออกเฉียงเหนือ และลมมรสุมตะวันออก


ธรรมชาติในช่วงนี้ จะมีลมฝน พายุ ฝนตกให้ชุ่มฉ่ำใจ เหมาะแก่การเพาะปลูก ทำการเกษตร อย่างยิ่ง อุณหภูมิเริ่มอุ่นขึ้นจากฤดูหนาว


มีคำกล่าวโบราณ กล่าวไว้ว่า

"ฝนในฤดูใบไม้ผลิ มีราคาแพงเท่าน้ำมัน" “春雨贵如油”

คำว่าแพงในที่นี้ ไม่ใช่หมายถึงเอามาซื้อขายกันได้ในราคาแพง

หากแต่การทำการเกษตรในสมัยโบราณ จะเริ่มในสารทลี่ชุน (ประมาณ 3-4 ก.พ.)

เมื่อเริ่มลงกล้า เพาะปลูกแล้ว สิ่งที่สำคัญคือ น้ำที่ช่วยรดให้ต้นกล้าเติบโต ในช่วงระยะเวลาหัวเลี้ยงหัวต่อของชีวิตพันธุ์ไม้ที่ปลูกไป หากว่าเพิ่งลงแปลงปลูก ไร้น้ำอุ้มชูดูแลในช่วงนี้ เมล็ดพันธุ์นั้น ก็อาจจะห่อเหี่ยวและตายในที่สุด


"ฝนในฤดูใบไม้ผลิ มีราคาแพงเท่าน้ำมัน" “春雨贵如油”
จึงหมายถึง หากพลาดโอกาสเพาะปลูกในช่วงนี้แล้ว ก็เหมือนสูญเสียโอกาสรับผลผลิตทางการเกษตรอย่างมหาศาลนั่นเอง

ถ้าพูดถึง ทิศทางลมตะวันออก

เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ

ยุทธการผาแดง Battle of Red Cliffs 赤壁之戰 หรือ ศึกเซ็กเพ็ก

ในวรรณคดีเรื่องสามก๊ก


ซึ่งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ ศึกผาแดงนี้เกิดขึ้นใน ค.ศ. 208 ที่เอามาแต่งแต้มสีสันให้สนุกสนาน

ทำให้ ขงเบ้ง เป็นผู้รอบรู้ และฉลาดหลักแหลมเหนือใคร จนสามารถเอาชนะศึกที่รบกับโจโฉ ได้สำเร็จ


มาถึงตรงนี้ ผมก็สนใจในเรื่องราวของเหตุการณ์ที่บันทึกตามประวัติศาสตร์จริง จึงไปหาข้อมูลมา ก็พอได้ข้อมูลมาบ้าง จึงจะนำมาแบ่งปันเรื่องนี้ ให้เป็นวิทยาทานกับท่านผู้อ่าน และผู้ที่ติดตามเวบไซต์ และเพจผมนะครับ


เดิมที่ตามในวรรณคดี สามก๊ก เล่าว่า

ยุทธการผาแดงนั้น เกิดขึ้นได้จากการที่ โจโฉ ทำศึกจากทางตอนเหนือของประเทศจีน (สมัยนั้นยังไม่มีคำว่าประเทศจีน ยังเป็นแค่ก๊ก หรือก๊วน ต่างๆอยู่)

กลุ่มของเล่าปี่ ที่นำโดย ขงเบ้ง กวนอู เตียวหุย และจูล่ง นั้น ในนาม สู่ฮั่น 蜀漢 (จ๊กก๊ก)

ถูกกลุ่มของโจโฉ ในนาม เฉาเว่ย 曹魏 (วุ่ยก๊ก) ยกทัพปราบมาเรื่อยๆ จากตอนเหนือ จนถอยร่นลงมาที่ริมแม่น้ำแยงซีเกียง 揚子江 Yángzǐjiāng


ครั้นเมื่อเห็นท่าไม่ดี จึงได้เข้าเจรจากับดินแดนทางใต้แม่น้ำซึ่งก็คือ กลุ่มของซุนกวน ในนาม หวู่ 吳 (ง่อก๊ก) โดยมีจิวยี่ เป็นผู้บัญชาการรบของ รัฐหวู่


การเจรจาเป็นผลให้เกิดพันธมิตรระหว่าง เล่าปี่ และซุนกวน ทำความร่วมมือกันต้านทัพทหารของโจโฉ

และเมื่อถึงจุดแตกหัก ก็เกิดเหตุยุทธการนาวีที่ชื่อว่า ยุทธการผาแดงอันลือลั่น นั้นเอง


เดิมทีนั้น โจโฉ ยกทัพมามหาศาล เรียกว่า ทัพใหญ่กว่า สองก๊วนรวมกันเสียอีก

แต่เนื่องจากสมรภูมิการรบครั้งนี้ ถูกคั่นด้วยแม่น้ำแยงซีเกียง การรบจึงต้องอาศัยทางเรือเป็นสำคัญ

ด้วยคนของโจโฉ ถนัดการรบทางบก ไม่เชี่ยวชาญการรบทางเรือ พอเรือโคลงเคลง ทหารบกทั้งหลายก็เมาเรือเอาง่ายๆ ก็เลยใช้วิธีผูกเรือหลายๆลำให้ติดกัน เสมือนทำโป๊ะขนาดใหญ่ ลอยบนน้ำ การโคลงเคลงของเรือต่างๆก็ลดลง


ซึ่งยุทธวิธีแบบนี้ก็มีข้อดีตรงที่ว่า เรือมั่นคง ทหารทำศึกได้ถนัดขึ้น ไม่รู้สึกว่ารบบนเรือ แต่แน่นอนว่า ย่อมมีข้อเสีย คือ เมื่อเรือผูกติดกัน หากเกิดภัย หรือเรือลำไหนระเบิดขึ้นมา ย่อมส่งผลต่อเรือลำอื่นๆเช่นกัน


ซึ่งโจโฉ ก็เข้าใจตรงจุดนี้ดีว่า หากโดนโจมตีด้วยไฟ อาจจะประสบปัญหาได้ แต่เนื่องจากว่า ช่วงที่ทำการรบนั้น เป็นช่วงฤดูหนาว ลมที่พัด จึงพัดจากทางทิศเหนือ ลงสู่ทิศใต้


โจโฉได้ประเมิน Pro & Con แล้วพบว่า หากโดนโจมตีด้วยไฟจริงๆ ก็จะไม่ลุกลามไปยังเรือลำอื่น เพราะทิศทางลมจะพัดออกไปอยู่ดี เรียกว่า Risk in Control



หลังจากนั้นการรบก็เริ่มต้นขึ้น

และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ ในห้วงเวลานั้น เกิดลมเปลี่ยนทิศ จากลมเหนือ กลายเป็นลมตะวันออก


กลุ่มพันธมิตร(เล่าปี่ และซุนกวน) จึงโจมตีด้วยไฟ และส่งผลให้เรือของโจโฉ เผาไหม้ลุกลามต่อกัน


จนโจโฉต้องถอยทัพในที่สุด


สรุปว่า แผนการรบด้วยไฟนี้ สำเร็จได้ด้วยดี และสำเร็จได้ ด้วย ลมเป็นปัจจัยแห่งชัยชนะ!!

ในวรรณคดีมีการกล่าวว่า ขงเบ้ง ตั้งปรัมทำพีธีเรียกลม อยู่บนเขา สั่งห้ามคนของซุนกวนมารบกวนเด็ดขาด เดี๋ยวพิธีไม่ศักดิ์สิทธิ์ เทวดา ฟ้า สวรรค์ จึงจะตอบรับ และส่งลมตะวันออกมาให้ได้รับชัยชนะในที่สุด


ในขณะเดียวกัน ก็อาศัยช่วงชุลมุนนี้ พาเล่าปี่ และคนของตน หนีออกไประหว่างทำการรบ


"มาชวนเค้าเป็นพวก... แล้วยุให้เค้าตีกันเอง แล้วตัวเองหนีตายไปก่อน"


แหม... แมนสุดๆ ฮ่าาาา




อ่านจากวรรณกรรมสามก๊ก ก็ดูเหมือน ขงเบ้ง จะฉลาดสุดๆ หากแต่ในบันทึกจริงๆ กลับมีหลายอย่างที่ไม่ตรง


ไม่ว่าจะเป็น

อุบายการยืมเกาทัณฑ์ จากโจโฉ ที่เอาเรือฟางล่องไปให้ทหารโจโฉยิงใส่จนเต็มลำเรือ

ที่วรรณกรรมยกเครดิตให้ ขงเบ้ง เป็นผู้ออกอุบาย


แต่ตามบันทึกประวัติศาสตร์ แท้จริง อุบายนี้ คิดได้ โดย "ซุนกวน" หาใช่ ขงเบ้งอย่างที่วรรณกรรมบอก



หรือแม้แต่การโจมตีด้วยไฟ ก็เป็นกลศึกของ อุยกาย เป็นผู้วางแผนให้จิวยี่ใช้อุบายยอมสวามิภักดิ์ และเมื่อแล่นเรือของตนเข้าหากองเรือของโจโฉแล้ว

กว่าฝ่ายโจโฉจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นเรือที่บรรทุกไปด้วยน้ำมันและวัตถุระเบิดก็สายไปแล้ว นำมาสู่ความพ่ายแพ้อย่างยับเยินของโจโฉในครั้งนี้

การบันทึกในประวัติศาสตร์ได้ยกความกล้าหาญและวีรกรรมครั้งนี้ของอุยกายไว้มาก ไม่ใช่ผลงานความเก่งของ ขงเบ้ง ตามวรรณกรรมแต่งขึ้นมา

ส่วนทางค่ายทหารโจโฉ นั้น เกิดโรคระบาดร้ายแรงในค่ายทหารด้วย จนทำให้ต้องถอยทัพกลับไปในที่สุด



เพียงแค่สองเรื่องราวนี้ ก็จะพออนุมานได้ว่า ความฉลาด เก่งกาจของ ขงเบ้ง ที่กล่าวถึงในวรรณกรรม
หลายเรื่องนั้นผู้แต่งวรรณกรรมสามก๊ก ล้วนเอนเอียง และยกความดีความชอบ ความฉลาดของผู้อื่นให้ ขงเบ้ง เก่งแต่เพียงผู้เดียวไปเสียหมด


และหากสังเกตดีๆ กลอุบายที่ขงเบ้ง เลือกใช้นั้น มักเป็นกลอุบายที่ วีรบุรุษ คนมีคุณธรรม ไม่นิยมใช้กัน


ไม่ว่าจะเป็น การยุยงให้เล่าปี่ ยึดเมืองของญาติตนเอง ยุยงให้ซุนกวนร่วมมือทำศึก แต่พอเขารบกัน ก็หนีไปเกงจิ๋วช่วงชุนละมุน


หรือการแย่งเมืองเกงจิ๋ว ชักดาบ จากซุนกวนดื้อๆ ไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้


และอีกมากมายกลอุบายที่ ขงเบ้งใช้ในการทำการรบ ล้วนมากมายเพทุบาย และไร้คุณธรรม (แต่อาจจะเหมาะสม ในสถานการณ์ช่วงจังหวะของการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในยุคสมัยนั้น)


ครั้นพอดูผลงานที่แท้จริง กลุ่มของเล่าปี่ ก็ล่มสลายเร็วที่สุด จากทั้งสามกลุ่ม


แหม... เก่งจริงๆ สมคำร่ำลือ (ประชด)


กลุ่มที่ยิ่งใหญ่สุดคือ โจโฉ กลุ่มที่ปกครองร่มเย็นสุดคือ ซุนกวน กลุ่มที่ล่มสลาย ปกครองแค่ 2 รุ่น ก็ล่มสลาย คือ เล่าปี่

ที่น่าแปลกคือ ในวรรณกรรมกลับยกย่อง ขงเบ้ง ดุจผู้วิเศษ เป็นผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน

จนซินแสในเมืองไทยหลายคน ล้วนเอา ขงเบ้งมาเป็นจุดขาย


หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว เป็นเพียงนิยาย วรรณกรรมที่เสริมแต่งให้ ขงเบ้ง โลดแล่นในใจคนมาได้เนิ่นนานเป็นร้อยปี


(ในบันทึกประวัติศาสตร์ที่ผู้แต่งวรรณกรรมหยิบมาเป็นต้นเรื่อง

เรื่องราว 80% เป็นบันทึกของทางฝั่งก๊ก เล่าปี่ อันเนื่องมาจากบันทึกใก๊กอื่นถูกไฟเผา สูญหายจำนวนมาก จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมในวรรณกรรมจึงให้เล่าปี่ และขงเบ้ง เป็นพระเอก)


ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า

"อ่านสามก๊ก จบ สามรอบ คบไม่ได้"

จึงไม่เกินจริงไปนัก


เพราะกลอุบายที่ขงเบ้งเลือกใช้ ส่วนใหญ่แล้วล้วนไร้สัตย์ และไร้คุณธรรม

แต่กลับอ้างตนเป็นผู้ทรงคุณธรรม และเป็นคนดีเสียนี่กระไร

ส่วนเรื่องของ ลมตะวันออก ที่พัดมาในช่วงฤดูหนาวนั้น ก็เป็นที่คาดการณ์กันว่า เป็นลมตามฤดู ของช่วงเวลาหนึ่งที่ โลกกำลังเปลี่ยนแปลงพลังงานในห้วงเวลานั้น


ซึ่งมีการกล่าวว่า วิชาที่ ขงเบ้งทำนาย เรื่องลม ที่จะพัดเปลี่ยนทิศนั้น

คือ วิชาฉีเหมินตุ้นเจี่ย Qi Men Dun Jia นั่นเอง

และวิชาฉีเหมินตุ้นเจี่ย นี่แหล่ะ ที่ ภายหลังก็มีกุนซือ หลายคนในยุคสมัยถัดมา นำมาใช้งานอีกหลายเหตุการณ์

รวมไปถึงซินแสในปัจจุบัน ก็มีการเรียนรู้ศึกษาวิชานี้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ไต้หวัน สิงคโปร มาเลเซีย ฮ่องกง จีน และประเทศไทยเอง ก็มีการศึกษาวิชานี้เช่นเดียวกัน


เรื่องราวในครั้งประวัติศาสตร์ก็ผ่านมาเนิ่นนานยากคาดเดาได้ว่าเรื่องใดจริง เรื่องใดเท็จ คงยากหาบทสรุป


แต่จากเรื่องราวที่กล่าวมานี้ ก็น่าจะเพียงพอที่จะกล่าวได้ว่า


การที่เรามีความรู้ เกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ สามารถหยิบจับ และอาศัยปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเหล่านี้ มาส่งเสริม และช่วยทำให้งานของเราสำเร็จลุล่วงได้โดยง่าย ย่อมเกิดผลดี อย่างมหาศาล และสามารถพลิกผันชะตาได้ในที่สุด

การศึกษาโหราศาสตร์โบราณ จึงไม่ควรงมงาย อย่างไร้เหตุผล

แต่จงรู้วิเคราะห์ แยกแยะ คิดให้เป็นระบบ อย่างมีปัญญา

จึงจะสามารถนำภูมิปัญญาโบราณนี้ ส่งต่อคนรุ่นหลัง และมีประโยชน์อย่างแท้จริง


ขอบคุณครับ


ข้าพเจ้าเจ๋อหลาง

ดู 42 ครั้ง
 

บทความอื่นๆล่าสุด